แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เนื้อร้าย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เนื้อร้าย แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อาการ การวินิจฉัย และการรักษา มะเร็งเม็ดเลือดขาว – Leukemia

อาการ การวินิจฉัย และการรักษา มะเร็งเม็ดเลือดขาว – Leukemia



อาการ

1.เลือดจาง ซีด

2.หน้ามืด เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย

3.เลือดออกง่ายบริเวณผิวหนัง เหงือก เป็นจ้ำตามตัว

4.ต่อมน้ำเหลืองโต อาจพบก้อนในท้องเนื่องจากตับ ม้ามโต

5.ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติ เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย มีไข้

การวินิจฉัย

เนื่องจากอาการแสดงต่างๆ ที่กล่าวเป็นอาการของโรคอื่นๆ อีกหลายชนิดที่ไม่ใช่ลิวคีเมีย เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวินิจฉัยแยก จากโรคอื่นๆ โดยการตรวจเลือดและการตรวจพิเศษอื่นๆ เช่นการตรวจไขกระดูก ก่อนที่จะบอกได้แน่นอน โรคนี้เป็นโรคร้ายแรง เมื่อเกิดขึ้นแล้วยากที่จะรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นการวินิจฉัย จึงต้องกระทำด้วยความระวัง ควรจะมีหลักฐานเพียงพอก่อน ที่จะให้การวินิจฉัยลงไปอย่างแน่นอนว่า ผู้ป่วยเป็นลิวคีเมียจริง

การวินิจฉัยมะเร็งเม็ดเลือดขาว สามารถทำได้ค่อนข้างง่าย จากการดูลักษณะเม็ดเลือดที่ได้ จากการเจาะเลือดตามปกติ เรียกว่าการตรวจcomplete blood count (CBC) ผู้ตรวจที่มีความชำนาญ สามารถให้การวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว จากการดูสไลด์เพียงแผ่นเดียว อย่างไรก็ดี มีความจำเป็นต้องตรวจเลือดจากไขกระดูกเพิ่มเติม เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แน่นอนมากขึ้น การเจาะไขกระดูกดังกล่าวทำได้โดย ใช้เข็มฉีดยาขนาดใหญ่ดูดเลือด จากไขกระดูกบริเวณสะโพก หรือบริเวณกลางหน้าอก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางอายุรกรรม หรือทางโลหิตวิทยาจะสามารถให้การวินิจฉัยได้

การรักษา

การรักษา โดยทั่วไปจะใช้วิธีการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดเป็นหลัก นอกจากนี้แพทย์อาจใช้วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูก และรังสีรักษา เพื่อเสริมการรักษา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาว การตอบสนองต่อการรักษา ด้วยยาเคมีบำบัด และอายุของผู้ป่วยด้วย ข้อแนะนำสำหรับการป้องกันโรคนี้ คือ การหลีกเลี่ยงเกี่ยวกับการสัมผัสกับกัมมันตภาพรังสี และสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น ยาฆ่าแมลง สีทาบ้าน ควันพิษต่างๆ และผู้ที่มีกรรมพันธุ์เป็นโรคที่ควรได้รับการตรวจสุขภาพประจำปี อย่างน้อยปีละครั้ง

การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวแตกต่างกันไปตามชนิดของมะเร็ง และสภาพของผู้ป่วยแต่ละคน หากเป็นชนิดเรื้อรัง แพทย์จะให้ยาเคมีบำบัดแบบรับประทาน เพื่อให้จำนวนเม็ดเลือดที่ผิดปกติลดลง และขนาดของตับม้ามลดลงในเวลาที่เหมาะสม การให้ยารับประทานอาจมีการปรับขนาดของยาบ้างตามจำนวนเม็ดเลือดขาว แต่จะให้ไปเรื่อยๆ มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง ถึงแม้จะมีอาการไม่มาก แต่เป็นมะเร็งที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยการใช้ยาเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียว วิธีที่อาจรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง ให้หายขาดและได้ผลดีได้ คือการปลูกถ่ายไขกระดูก

การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลัน มีเป้าหมายคือต้องการให้โรคเข้าสู่ระยะสงบ (remission) ระยะสงบเป็นระยะที่จำนวนของเซลล์มะเร็งลดลง และเซลล์ปกติมีจำนวนและหน้าที่กลับมาปกติ ผู้ป่วยที่เข้าสู่ระยะสงบจะอยู่ในระยะนี้ได้ประมาณ 3-9 เดือน หลังจากนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะกลับเป็นโรคใหม่ (relapse)

การรักษาเพื่อให้เข้าสู่ระยะสงบนั้น รักษาด้วยการใช้ยาเคมีบำบัด (chemotherapy) ขนาดค่อนข้างสูง เข้าทางเส้นเลือด หลังจากให้ยา ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ผมร่วง และเม็ดเลือดต่ำลง ทำให้ติดเชื้อง่ายและมีไข้ ระยะนี้เป็นระยะที่เกิดภาวะแทรกซ้อน และอันตรายถึงชีวิตได้ง่าย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะต้องอยู่ในโรงพยาบาล เพื่อให้ยาปฏิชีวนะและให้เลือดประมาณ 3-4 สัปดาห์ หลังจากนั้น หากผู้ป่วยไม่เสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน ก็จะฟื้นตัวเข้าสู่ระยะสงบ ระยะนี้เป็นระยะที่ผู้ป่วยจะมีอาการปกติเหมือนตอนก่อนจะป่วย แต่เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่จะกลับเป็นโรคใหม่ จึงต้องให้การรักษาเพื่อที่จะป้องกันการกลับเป็นโรคใหม่ โดยการให้ยาเคมีบำบัดซ้ำในขนาดสูง หรือการปลูกถ่ายไขกระดูก ดังนั้นผู้ป่วยแต่ละราย มักจะต้องได้เคมีบำบัดหลายรอบหลายครั้ง โดยทั่วไปประมาณ 3-6 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันประมาณ 2-3 เดือน ในปัจจุบันเราสามารถรักษา ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน ให้หายขาดได้

ประมาณ 1 ใน 3 ถึง 1ใน 2 ของผู้ป่วยทั้งหมด การที่ผู้ป่วยแต่ละรายจะหายขาดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุด คือ อายุและสภาพร่างกายของผู้ป่วย และชนิดความผิดปกติทางพันธุกรรมของมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ผู้ป่วยเป็น
การรักษาโรคลิวคีเมียทำได้ 2 วิธี คือ

1.การป้องกันไม่ให้เกิดโรค

2.การรักษาโรคที่เกิดขึ้นแล้ว

การป้องกันไม่ให้เกิดโรค

การป้องกันไม่ให้เกิดโรคนั้น ยังห่างไกลจากความเป็นจริงมาก แม้ว่าวิทยาการก้าวหน้าไปมากแค่ไหนก็ตาม เรายังไม่มีวิธีที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรคลิวคีเมียได้ เพราะดังที่ได้กล่าวแล้วในตอนสาเหตุว่า สาเหตุต่างๆ ที่กล่าวถึงนั้นเป็นเพียงสาเหตุชักจูงเท่านั้น เรายังไม่ทราบว่า ทำไมคนบางคนได้รับสาเหตุชักจูงแล้วเป็นโรคลิวคีเมีย แต่บางคนไม่เป็น

การรักษาโรคที่เกิดขึ้นแล้ว

การรักษาโรคที่เกิดขึ้นแล้วนั้น แบ่งเป็น 2 อย่าง คือ การรักษาตัวโรคลิวคีเมียเอง และการป้องกันและรักษาโรคแทรกซ้อน หรืออาการต่างๆ ที่เป็นผลจากโรคลิวคีเมีย

การรักษาตัวโรคลิวคีเมียเอง การรักษาโรคลิวคีเมียเองนั้น ทำได้โดยการใช้ยาซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าหรือทำลายเซลล์ลิวคีเมีย (และในขณะเดียวกันก็อาจจะทำลายเซลล์ เม็ดเลือดที่ปกติด้วย) ในปัจจุบันนี้ การรักษาโรคลิวคีเมียได้ผลดีขึ้นมาก ทั้งนี้ก็เป็นผลจากยาที่นำมาใช้มีคุณภาพดีขึ้น ลิวคีเมียบางชนิด อาจจะรักษาให้หายขาดได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งลิวคีเมียในเด็ก สำหรับลิวคีเมียในผู้ใหญ่แม้ว่าการรักษาจะดีขึ้นมาก แต่ก็ยังไกลจากความหวังในเรื่องหายขาด

นอกจากนี้ การรักษามีความจำเป็นที่ผู้ป่วยจะต้องได้รับเลือดเข้าไปชดเชย เพื่อให้ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงมากพอ ที่จะทำหน้าที่นำออกซิเจน ไปให้อวัยวะต่างๆ ได้

การป้องกันและการรักษาโรคแทรกซ้อน การป้องและรักษาโรคแทรกซ้อนนั้น ก็ทำไปตามอาการของผู้ป่วย เช่น ซีดมากก็ให้เลือดถ้า เกล็ดเลือดต่ำ มีอาการเลือดออก ตามที่ต่างๆ ก็ต้องให้เกล็ดเลือด
ผู้ป่วยพวกนี้มักจะมีอาการติดเชื้อง่ายจาก 2 สาเหตุ คือ

1.เป็นผลจากโรคลิวคีเมียเอง เพราะมีเม็ดเลือดขาวที่ไม่ปกติ ไม่สามารถต่อสู้กับผู้ร้ายได้ เพราะฉะนั้น จึงมีการติดเชื้อบ่อย

2.เป็นผลจากการรักษาด้วยยา ซึ่งสามารถกดไขกระดูกได้ด้วย ดังนั้นเม็ดเลือดขาวอาจจะต่ำกว่าปกติระยะหนึ่ง ทำให้มีการติดเชื้อง่าย
ไม่ว่าจะเป็นผลจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งดังกล่าว เมื่อผู้ป่วยมีการติดเชื้อก็ต้องให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อโรคเหล่านั้น และเนื่องจากขาดเม็ดเลือดที่ดีๆ ซึ่งจะช่วยกำจัดเชื้อ โรคพวกนั้นได้ ก็อาจจะเป็นที่จะต้องให้เม็ดเลือดขาวที่ดีๆ เข้าไปในผู้ป่วยด้วย การหาทั้งเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาว จำเป็นต้องได้เลือดจากผู้บริจาคในวันเดียวกัน เพื่อจะทำการปั่นแยกเอาเฉพาะเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดให้ผู้ป่วย เพราะในเลือดที่บริจาคมาหลายวัน ทั้งเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดหายไป หรือเสื่อมหน้าที่ไปเกือบหมดแล้วทั้งนั้น

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคลิวคีเมียอาจมีผลแทรกซ้อนได้ เช่น ยาที่ทำลายเซลล์ลิวคีเมียโดยตรงอาจจะทำให้ผมร่วง หรือเป็นหมันได้ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยส์ อาจทำให้หน้าอ้วน เป็นแผลเป็นในกระเพาะอาหาร หรือกระดูกผุได้ เป็นต้น



ดูข้อมูลที่http://pannfitcancer9.blogspot.com/

      สอบถามได้ที่

           คุณ  วราพร แคล้วศึก

               โทร. 085-9083178                             

                อีเมล์ pannfitcancer@gmail.com

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คาวตอง พลัส(Kowtong plus )


คาวตอง พลัส(Kowtong plus )




     ปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันดีว่าสาเหตุการตายของมนุษย์เรานั้นมาจากสาเหตุของความเสื่อมในร่างกายของเราเป็นส่วนมาก ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เบาหวาน มะเร็ง ความดัน  นอกจากนี้ ยังมีอาการป่วยเรื้อรังที่เราพบเห็นกันเป็นส่วนมาก เช่นโรคภูมิแพ้ โรคผิวหนัง หอบหืด ซึ่งสาเหตุของโรคที่กล่าวมา

     ทั้งหมดนี้ ล้วนมาจากความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายของเราแทบทั้งสิ้น

   อนุมูลอิสระ คือศัตรูตัวร้ายกาจที่เข้าโจมตีเซลล์ทั่วร่างกายของคนเราให้เสื่อมโทรมลงทุกวันโดยที่เราไม่รู้ตัว   เมื่อเซลล์ในร่างกายของเราค่อย ๆ เสื่อมโทรมลงการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายเราก็จะค่อยๆ ผิดปกติ และบกพร่องลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็จะเริ่มแสดงอาการของโรคต่างๆตามมา  ดังนั้นแล้วทางออกที่ดีที่สุดก็คือการดูแลป้องกันเซลล์ของเราให้ดีที่สุด ป้องกันกำจัดสารอนุมูลอิสระมิ

ให้เข้าโจมตีเซลล์ของร่างกาย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆที่เข้าสู่ร่างกายของเราทุกวัน  ทางเลือกที่ดีสำหรับท่านในวันนี้ก็คือ  การรับประทาน

      ผลิตภัณฑ์คาวตองพลัส ซี่งมีสมุนไพรที่ขึ้นชื่อด้านการดูแลสุขภาพ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น เจียวกู้หลาน โสมเกาหลี เห็ดหลินจือ และพลูคาว ซึ่งสมุนไพรหลักดังกล่าวในผลิตภัณฑ์  จะช่วยทำให้ท่านมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สามารถต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเสื่อมได้เป็นอย่างดี

สรรพคุณคาวตอง

    -  เสริมประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน ชะลอความเสื่อมแก่ของเซลล์ร่างกาย  สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัสบางชนิดได้

     -  ต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง  ช่วยโรคเบาหวาน โรคความดัน โรคเกาต์ โรคปวดข้อปวดกระดูก โรคหอบหืด  โรคภูมิแพ้  โรคไมเกรน โรคผิวหนัง  โรครีดสีดวงทวาร โรคอักเสบเรื้อรัง โรคอ้วน โรคความเสื่อมของสมอง และดวงตา ฯลฯ

        1.  พลูคาว ช่วยทำลายเซลล์มะเร็ง ป้องกันการติดเชื้อไวรัส เพิ่มภูมิคุ้มกัน บำบัดฟื้นฟู โรคความดันโลหิต ลดการอักเสบ ต่อต้านเชื้อราและแบคทีเรีย  ป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ  ขับปัสสาวะ  ขยายหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนดี  รักษาแผลในกระเพาะอาหาร
และริดสีดวงทวาร




        2.โสมเกาหลี  ช่วยบำรุงหัวใจ ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด เสริมประสิทธิภาพในเพศชาย ลดและป้องกันการเกิดมะเร็งต่างๆ  รวมถึงโรคปอดเรื้อรัง โรคถุงลมโป่งพอง เสริมสร้างพลังงานแก่ร่างกาย



        3.เจียวกู้หลาน เป็นสมุนไพรยอดเยี่ยมแห่งปี 2548 มีสารซาโปนิน มีสรรพคุณช่วยฟื้นฟูบำบัดโรคตับอักเสบ เบาหวาน มะเร็ง ความดันโลหิต โรคปวดหัวข้างเดียว ไมเกรน กระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และมีความเป็นพิษในระดับต่ำมาก



        4.เห็ดหลินจือ  มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง กระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวสร้างสารต้านมะเร็ง ช่วยแก้พิษจากรังสีคีโม ลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือด  เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน โรคภูมิแพ้  หอบหืด เชื้อไวรัสเอดส์  อีสุกอีใส งูสวัด ช่วยยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ช่วยชะลอความแก่ ทำให้ผิวพรรณสดใส





           ช่วยเสริมประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน  และช่วยบำรุงส่วนต่างๆ ของร่างกาย  ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่  กระตุ้นการแบ่งเซลล์เม็ดเลือดขาว  บรรเทาอาการจากโรคเบาหวาน บำรุงตับ บำบัดโรคผิวหนัง ผื่นคัน โรคเกาต์  ทำให้แผลแห้งหายเร็ว บำรุงสมอง สายตา บรรเทาอาการภูมิแพ้ และหอบหืด ฯลฯ
ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ คาวตอง พลัส เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่นิยมอย่างสูง
  
    ดูข้อมูลที่http://pannfitcancer9.blogspot.com/
    อย.เลขที่ 50-1-16353-1-0013
    ปริมาณและราคา
    คาวตอง พลัส 1 ขวด ปริมาณ 90 แคปซูล                ราคา   1,200 บาท
    วิธีรับประทาน  รับประทาน 2 แคปซูลก่อนอาหาร เช้า กลางวัน เย็น
    สั่งซื้อและสมัครเป็นตัวแทนขาย
    คุณ วราพร แคล้วศึก  โทร. 085-9083178
           อีเมล์ pannfitcancer@gmail.com

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วิธีการตรวจหามะเร็ง

วิธีการตรวจหามะเร็ง


วิธีการตรวจ
ผู้ที่ควรได้รับการตรวจ
เพศ
อายุ
ช่วงเวลาการตรวจ
การส่องกล้อง เพื่อตรวจหา มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง
ชาย-หญิง
50 ปีขึ้นไป
ทุกปี หากผลการตรวจเป็นปกติ 2 ครั้ง ติดต่อกัน ควรตรวจทุก 3-5 ปี
การตรวจหาเลือดในอุจจาระ
ชาย-หญิง
50 ปีขึ้นไป
ทุกปี
การตรวจทวารหนัก
ชาย-หญิง
50 ปีขึ้นไป
ทุกปี
การตรวจอัลตราซาวนด์ตับและตรวจเลือด 
(หาค่า AFP)
ชาย-หญิง
ผู้ที่เป็นพาหะ ไวรัสตับ อักเสบบีและะ ไวรัสตับ อักเสบซี
ทุก เดือน หรือ ทุก ปี
การกลืนแป้งเพื่อตรวจกระเพาะอาหาร
ชาย-หญิง
50 ปีขึ้นไป
ทุกปี
การเอกซเรย์ปอด
ชาย-หญิง
50 ปีขึ้นไป
ทุกปี

การตรวจภายใน และตรวจหาเซลล์มะเร็งของปากมดลูก
หญิง
30-65 ปี หรือ น้อยกว่า 30 ปี ในกรณีที่มีเพศ สัมพันธ์แล้ว
ทุกปี หากผลการตรวจเป็นปกติ ครั้ง ติดต่อกัน ครั้งต่อไป ควรตรวจอย่างน้อยทุกๆ ปี
การตรวจเยื่อบุโพรงมดลูก
หญิง
เมื่อหมด ประจำเดือน แล้ว
เมื่อหมดประจำเดือนแล้ว
การตรวจเต้านมโดยแพทย์
หญิง
20-40 ปี หรือ40 ปีขึ้นไป
ทุก 1-2 ปี
ทุกปี



การตรวจเต้านมโดยเอกซเรย์พิเศษ
(Mammography)
หญิง
35-40 ปีขึ้นไป 41-49 ปี
50 ปีขั้นไป
ควรจดบันทึกเพื่อติดตามผล
ทุก 1-2 ปี
ทุกปี


การตรวจเต้านมด้วยตนเอง
หญิง
20 ปีขึ้นไป
ทุกเดือน (7-10 วัน หลังหมดประจำเดือน)
การตรวจสุขภาพทั่วไป และการค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก รวมไปถึงการตรวจมะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งลูกอัณฑะ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งรังไข่ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งช่องปาก และมะเร็งผิวหนัง
ชาย-หญิง
20-39 ปี
40 ปีขึ้นไป
ทุก 3 ปี
ทุกปี




ดูข้อมูลที่http://pannfitcancer9.blogspot.com/

      สอบถามได้ที่

           คุณ  วราพร แคล้วศึก

               โทร. 085-9083178                             

                อีเมล์ pannfitcancer@gmail.com

วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2556

อาการมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ

อาการมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ


ในระยะแรกมักจะไม่ปรากฏอาการ ต่อมาเมื่อเป็นมากขึ้น (อาจนานเป็นเดือน เป็นปี) จะมีอาการทั่วไป (พบร่วมกันในมะเร็งทุกชนิด) คือ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว อาจมีไข้ เรื้อรัง ท้องอืดเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน ซีด เป็นลม ใจหวิว คล้ายหิวข้าวบ่อย ส่วนอาการเฉพาะของแต่ละโรค (ซึ่งมักเกิดขึ้นก่อนจะมีอาการทั่วไป) เกิดจากก้อนมะเร็งไปกดเบียดหรือทำลายอวัยวะที่เป็น พอจะสรุปได้ดังนี้

1. มะเร็งผิวหนัง ส่วนมากจะเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงของไฝ ปาน หรือ จุดตกกระในคนแก่ โดยมีอาการคันแตกเป็นแผล เรื้อรังไม่ยอมหาย โดยไม่มีอาการเจ็บปวด ต่อมาแผลโตขึ้นเร็ว และมีเลือดออก มีสาเหตุสัมพันธ์กับการถูกแสงแดด (แสงอัลตราไวโอเลต) การกินยาที่เข้า สารหนู หรือน้ำมันดินที่มีผสมอยู่ในยาจีนยาไทย การสัมผัสถูกสารหนู หรือน้ำมันดิน การระคายเรื้อรังต่อไฝ ปานหรือหูดที่มีอยู่ก่อน




2. มะเร็งในช่องปาก จะมีก้อนหรือแผลเรื้อรังเกิดขึ้นที่ริมฝีปาก เยื่อบุช่องปาก ลิ้น โดยเริ่มจากฝ้าขาวๆ ที่เรียกว่า ลิวโคพลาเคีย (Leukoplakia) มีสาเหตุสัมพันธ์กับการระคายเรื้อรัง เช่น กินหมาก จุกยาฉุน ฟันเกหรือใส่ฟันปลอมไม่กระชับ ดื่มเหล้าเข้มข้น (ไม่ผสมเจือจาง) สูบบุหรี่



3.มะเร็งที่จมูกและโพรงหลังจมูก มีอาการเลือดออกทางจมูก หน้าชา คัดจมูก ปวดศีรษะ ต่อมาอาจมีเลือดปนน้ำเหลืองออกทางจมูก หูอื้อ กลืนไม่ได้ ตาเข ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต มะเร็งที่โพรงหลังจมูก มีสาเหตุสัมพันธ์กับการดื่มเหล้าเข้มข้น สูบบุหรี่ การติดเชื้อไวรัสอีบีวี (EBV)



4.มะเร็งที่กล่องเสียง มีอาการเสียงแหบเรื้อรังและอาจมีอาการเจ็บคอ เวลากลืนเหมือนมีก้างติดคอต่อมามีเลือดออกปนกับเสมหะ มีสาเหตุสัมพันธ์กับการดื่มเหล้าเข้มข้น การสูบบุหรี่จัด การติดเชื้อไวรัสเอชพีวี


5.มะเร็งปอด มีอาการไอเรื้อรัง น้ำหนักลด ไอออกเป็นเลือดปนเสมหะ มีสาเหตุสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ การสูดควันดำจากท่อไอเสียรถ เขม่าจากโรงงาน สารใยหิน (asbestos) หรือฝุ่นนิกเกิล



6มะเร็งหลอดอาหาร เริ่มแรกอาจรู้สึกเจ็บเวลากลืนอาหาร ต่อมากลืนข้าวสวยไม่ได้ ต่อมากลืนข้าวต้มไม่ได้ จนในที่สุดกลืนได้แต่ของน้ำๆ หรือ กลืนอะไรก็ไม่ลงเลย พบมากในผู้ชาย มีสาเหตุสัมพันธ์กับการกินอาหาร และดื่มของร้อนๆ (เช่น น้ำชาร้อน ๆ)การดื่มเหล้าเข้มข้น,การสูบบุหรี่, ภาวะขาดวิตามินเอ เป็นต้น



7.มะเร็งกระเพาะอาหาร มีอาการท้องอืด แน่นท้องอยู่เรื่อย เบื่ออาหาร ต่อมาอาจมีอาเจียน คลำก้อนได้ที่ใต้ชายโครงซ้าย น้ำหนักลด ซีด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ มีสาเหตุสัมพันธ์กับการเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ จากเชื้อเอชไพโลไร (H. pylori) แบบเรื้อรังการกินอาหารที่มีสารไนเทรตหรือไนโตรซามีนอาหารเค็มหรืออาหารหมักเกลืออาหารประเภทรมควัน,  กรรมพันธุ์การมีประวัติการผ่าตัดกระเพาะอาหาร เป็นต้น



8.มะเร็งตับอ่อน เริ่มแรกอาจมีอาการท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ต่อมามีอาการปวดท้อง และปวดหลังดีซ่าน ถ่ายอุจจาระสีซีดขาว เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มีสาเหตุสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ สารไนโตรซามีนสารไฮโดรคาร์บอน การกินอาหารพวกไขมันและโปรตีนสูง และอาจมีสัมพันธ์กับกรรมพันธุ์



9. มะเร็งลำไส้เล็ก มักมีอาการปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด หรือถ่ายดำ น้ำหนักลด เป็นไข้ หรือมีภาวะลำไส้อุดตัน (ปวดท้องรุนแรง อาเจียน) บางรายอาจมีอาการดีซ่าน ถ่ายอุจจาระสีซีด ขาว อาจคลำได้ก้อนในช่องท้อง อาจมีสาเหตุสัมพันธ์กับการเป็นลำไส้เล็กอักเสบเรื้อรัง



10.มะเร็งลำไส้ใหญ่ มีอาการท้องผูกสลับกับท้องเดินแบบเรื้อรัง หรือถ่ายเป็นเลือด หรือมูกปนเลือดเรื้อรัง ปวดท้อง ปวดหลัง ซีด น้ำหนักลด มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนี้ เช่น ภาวะโคเลสเตอรอลในเลือดสูงการกินอาหารที่มีกากใยน้อย แต่กินพวกไขมันมากประวัติการเป็นมะเร็งในญาติพี่น้อง เป็นต้น



11.มะเร็งต่อมน้ำเหลือง จะมีต่อมน้ำเหลืองโตเป็นก้อนที่บริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ อาจมีไข้เรื้อรัง มีสาเหตุสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส เอชทีแอลวี-1, เชื้ออีบีวีเอดส์การได้รับยาเคมีบำบัด หรือรังสีบำบัดมาก่อน เป็นต้น



12.มะเร็งเต้านม คลำได้ก้อนที่เต้านม หัวนมบุ๋ม (เดิมเป็นปกติ เพิ่งมาบตอนหลัง) หรือมีน้ำเหลืองหรือเลือดออกทางหัวนม ต่อมาจะมีต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ข้างเดียวกันโต ผู้หญิงที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ เช่น ผู้หญิงที่มีมารดาเป็นมะเร็งเต้านม ก่อนวัยหมดประจำเดือน หรือมีญาติพี่น้องเป็นโรคนี้หลังวัยประจำเดือนผู้หญิงเกิน 50 ปี ที่ยังไม่มีบุตรผู้หญิงที่มีบุตรคนแรกเมื่ออายุเกิน 30 ปีผู้หญิงที่มีประวัติเป็นโรคเต้านมเรื้อรังคนอ้วนผู้ที่สัมผัสถูกรังสี หรือดื่มเหล้า



        13มะเร็งปากมดลูก มีเลือดออกเวลาร่วมเพศ มีเลือดออกกะปริดกะปรอยทางช่องคลอด หรือมีตกขาวเรื้อรัง มีสาเหตุสัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชพีวี (HPV/Human papilloma virus) ของปากมดลูกซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ร่วมกับปัจจัยเสริมอื่นๆ เช่น การกินยาเม็ดคุมกำเนิด การสูบบุหรี่ เป็นต้น โรคนี้พบมากในผู้หญิงที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย มีสามีหลายคน หรือมีสามีสำส่อนทางเพศ และในหญิงบริการ


        14มะเร็งอัณฑะ พบมีก้อนแข็งที่ถุงอัณฑะ และโตขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งอาจมีอาการปวดร่วมด้วย สาเหตุ ยังไม่ทราบ พบว่า ผู้ที่มีอัณฑะไม่เลื่อนลงถุงอัณฑะ ซึ่งเป็นมาแต่กำเนิด อาจค้างอยู่ในช่องท้อง หรือขาหนีบ มีโอกาสเป็นมะเร็งอัณฑะมากขึ้น



        15. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มีอาการปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขัดและบ่อย มีสาเหตุสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ การสัมผัสถูกสารอะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (aromatic hydrocarbon) ที่เป็นสารประกอบของสีที่ใช้ทางอุตสาหกรรมการกินอาหารพวกเนื้อปิ้ง ย่าง และไขมันมาก



        16.มะเร็งต่อมลูกหมาก มักไม่มีอาการแสดง จนกระทั่งแพร่กระจายไปยังอวัยวะข้างเคียง ทำให้มีอาการขัดเบา ปัสสาวะลำบากหรือ ปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะเป็นเลือด ปวดหลังหรือปวดสะโพกน้ำหนักลด มักพบในคนอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป มีสาเหตุสัมพันธ์กับฮอร์โมนแอนโดรเจน และพบว่าผู้ที่มีประวัติญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ หรือเคยทำหมันชาย มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้สูงขึ้น



        17.มะเร็งกระดูก มีอาการข้อบวม กระดูกบวม บางครั้งพบหลังเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เข้าใจว่าเป็นกระดูกหักได้




        18.มะเร็งของลูกตาในเด็ก (Retemoblastoma) นัยน์ตาดำของเด็กมีสีขาววาวคล้ายตาแมว เด็กจะบ่นว่าตาข้างนั้นมัว หรือมองอะไรไม่เห็น เมื่อเป็นมากขึ้น ตาจะเริ่มปูดโปนออกมานอกเบ้าตา



        19.มะเร็งรังไข่หรือไต มีอาการมีก้อนในท้อง ท้องมาน ส่วนมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งตับ มะเร็งในสมอง จะมีอาการแบบเดียวกับเนื้องอกในสมอง มะเร็งต่อมไทรอยด์



ดูข้อมูล


สอบถามได้ที่

คุณ  วราพร แคล้วศึก


โทร. 085-9083178 
                            

                อีเมล์pannfitcancer@gmail.com