วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

มะเร็งมีผลอะไรบ้างกับร่างกาย




        •      เปลี่ยนความเป็นกรดด่าง ให้เหมาะกับมัน – สภาพความเป็นกรดของร่างกายเหมาะกับมะเร็ง ร่างกายเป็นกรดเกิดจาก
กินน้ำน้อยกินหวานเยอะไขมันเยอะโปรตีนสัตว์เยอะ
        •      ทำให้ร่างกายขาด Oxygen
        •      กดภูมิต้านทาน – เม็ดเลือดขาวทำงานมากขึ้น ภูมิต้านทานถูกใช้ไปมากขึ้นเสมือนการกดภูมิต้านทาน
        •      แย่งอาหารจากเลือดเหมือนพยาธิ – เนื้องอกของมะเร็งใช้อาหารประมาณ 3 – 4 เท่าของปกติ
        •      ปล่อยของเสียออกมามากมาย ทำให้ร่างกายอ่อนแอ
อาการเริ่มต้นของโรคมะเร็ง
        •      ก้อนเนื้อ ตุ่มบนหรือใต้ผิวหนัง เต้านม ริมฝีปาก อวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย
        •      หูด ปาน ที่ผิดปกติ
        •      แผลเรื้อรัง
        •      ตกขาว โลหิต หรือเมือกผิดปกติที่ออกทางช่องคลอดมาก
        •      ไอ เสียงแหบ โดยที่ไม่ได้เป็นหวัด และหาสาเหตุไม่ได้
        •      เบื่ออาหาร ร่างกายผ่ายผอมอย่างรวดเร็ว กลืนอาหารลำบาก เจ็บคอ
        •      ระบบการขับถ่ายผิดปกติเป็นเวลานาน
ข้อแนะนำ
        •      หมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี และอย่าลืมบอกสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายให้แพทย์ทราบ เพื่อให้การวินิจฉัยที่จะบ่งชี้การเกิดโรคได้ดียิ่งขึ้น


        •      หากบุคคลในครอบครัวเคยเป็นมะเร็ง โอกาสเสี่ยงย่อมมากกว่าคนอื่น ดังนั้น ควรใส่ใจดูแลสุขภาพให้มาก หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เร่งการก่อมะเร็ง
        •      เลือกรับประทานอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง โดยเฉพาะวิตามินเอ ซี อี และเบต้าแคโรทีน พร้อมทั้งลดอาหารจำพวกหมัก ดองต่างๆ ลงด้วย
        •      งดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์


        •      กรณีที่น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ควรลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควรจะเป็น


        •      หยุดสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายชนิด

        •      ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ


        •      หลีกเลี่ยงแสงแดด ถ้าจำเป็นต้องทำงานกลางแจ้ง ควรปกป้องผิวด้วยการทาครีมกันแดดที่มีสาร SPF 25 ขึ้นไป


        •      หลีกเลี่ยงมลภาวะเป็นพิษ เช่น ยาฆ่าแมลง ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม

        •      สังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดกับร่างกายหรือตุ่มเนื้อ สิว ไฝ ปาน ว่าลุกลามขยายขนาดอย่างต่อเนื่องหรือไม่
มะเร็งกับการป้องกัน : งดสิ่งกระตุ้นให้มะเร็งเติบโตได้ดี
        •      นมวัว และเนื้อสัตว์ทั้งหลาย (ยกเว้นปลา รับประทานได้สัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้งๆ ละประมาณเท่ากับ 1 ฝ่ามือตัวเองเท่านั้น)
        •      ทุกอย่างที่หวาน – ผลไม้หวานน้ำผลไม้ขนมหวานน้ำหวานน้ำอัดลมไอศกรีม (sugar feeds cancer : หวานเลี้ยงมะเร็ง)
        •      น้ำมันทอดซ้ำๆ
        •      เนยเทียม (ปัจจุบัน 100% - ของเนยที่ขายในท้องตลาดเป็นเนยเทียมทั้งสิ้น)
        •      อาหารขยะทั้งหลาย เช่น Fastfoods




       
 ดูข้อมูลที่http://pannfitcancer9.blogspot.com/

      สอบถามได้ที่

           คุณ  วราพร แคล้วศึก

               โทร. 085-9083178                             

                อีเมล์ pannfitcancer@gmail.com

วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2556

อาการมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ

อาการมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ


ในระยะแรกมักจะไม่ปรากฏอาการ ต่อมาเมื่อเป็นมากขึ้น (อาจนานเป็นเดือน เป็นปี) จะมีอาการทั่วไป (พบร่วมกันในมะเร็งทุกชนิด) คือ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว อาจมีไข้ เรื้อรัง ท้องอืดเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน ซีด เป็นลม ใจหวิว คล้ายหิวข้าวบ่อย ส่วนอาการเฉพาะของแต่ละโรค (ซึ่งมักเกิดขึ้นก่อนจะมีอาการทั่วไป) เกิดจากก้อนมะเร็งไปกดเบียดหรือทำลายอวัยวะที่เป็น พอจะสรุปได้ดังนี้

1. มะเร็งผิวหนัง ส่วนมากจะเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงของไฝ ปาน หรือ จุดตกกระในคนแก่ โดยมีอาการคันแตกเป็นแผล เรื้อรังไม่ยอมหาย โดยไม่มีอาการเจ็บปวด ต่อมาแผลโตขึ้นเร็ว และมีเลือดออก มีสาเหตุสัมพันธ์กับการถูกแสงแดด (แสงอัลตราไวโอเลต) การกินยาที่เข้า สารหนู หรือน้ำมันดินที่มีผสมอยู่ในยาจีนยาไทย การสัมผัสถูกสารหนู หรือน้ำมันดิน การระคายเรื้อรังต่อไฝ ปานหรือหูดที่มีอยู่ก่อน




2. มะเร็งในช่องปาก จะมีก้อนหรือแผลเรื้อรังเกิดขึ้นที่ริมฝีปาก เยื่อบุช่องปาก ลิ้น โดยเริ่มจากฝ้าขาวๆ ที่เรียกว่า ลิวโคพลาเคีย (Leukoplakia) มีสาเหตุสัมพันธ์กับการระคายเรื้อรัง เช่น กินหมาก จุกยาฉุน ฟันเกหรือใส่ฟันปลอมไม่กระชับ ดื่มเหล้าเข้มข้น (ไม่ผสมเจือจาง) สูบบุหรี่



3.มะเร็งที่จมูกและโพรงหลังจมูก มีอาการเลือดออกทางจมูก หน้าชา คัดจมูก ปวดศีรษะ ต่อมาอาจมีเลือดปนน้ำเหลืองออกทางจมูก หูอื้อ กลืนไม่ได้ ตาเข ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต มะเร็งที่โพรงหลังจมูก มีสาเหตุสัมพันธ์กับการดื่มเหล้าเข้มข้น สูบบุหรี่ การติดเชื้อไวรัสอีบีวี (EBV)



4.มะเร็งที่กล่องเสียง มีอาการเสียงแหบเรื้อรังและอาจมีอาการเจ็บคอ เวลากลืนเหมือนมีก้างติดคอต่อมามีเลือดออกปนกับเสมหะ มีสาเหตุสัมพันธ์กับการดื่มเหล้าเข้มข้น การสูบบุหรี่จัด การติดเชื้อไวรัสเอชพีวี


5.มะเร็งปอด มีอาการไอเรื้อรัง น้ำหนักลด ไอออกเป็นเลือดปนเสมหะ มีสาเหตุสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ การสูดควันดำจากท่อไอเสียรถ เขม่าจากโรงงาน สารใยหิน (asbestos) หรือฝุ่นนิกเกิล



6มะเร็งหลอดอาหาร เริ่มแรกอาจรู้สึกเจ็บเวลากลืนอาหาร ต่อมากลืนข้าวสวยไม่ได้ ต่อมากลืนข้าวต้มไม่ได้ จนในที่สุดกลืนได้แต่ของน้ำๆ หรือ กลืนอะไรก็ไม่ลงเลย พบมากในผู้ชาย มีสาเหตุสัมพันธ์กับการกินอาหาร และดื่มของร้อนๆ (เช่น น้ำชาร้อน ๆ)การดื่มเหล้าเข้มข้น,การสูบบุหรี่, ภาวะขาดวิตามินเอ เป็นต้น



7.มะเร็งกระเพาะอาหาร มีอาการท้องอืด แน่นท้องอยู่เรื่อย เบื่ออาหาร ต่อมาอาจมีอาเจียน คลำก้อนได้ที่ใต้ชายโครงซ้าย น้ำหนักลด ซีด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ มีสาเหตุสัมพันธ์กับการเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ จากเชื้อเอชไพโลไร (H. pylori) แบบเรื้อรังการกินอาหารที่มีสารไนเทรตหรือไนโตรซามีนอาหารเค็มหรืออาหารหมักเกลืออาหารประเภทรมควัน,  กรรมพันธุ์การมีประวัติการผ่าตัดกระเพาะอาหาร เป็นต้น



8.มะเร็งตับอ่อน เริ่มแรกอาจมีอาการท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ต่อมามีอาการปวดท้อง และปวดหลังดีซ่าน ถ่ายอุจจาระสีซีดขาว เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มีสาเหตุสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ สารไนโตรซามีนสารไฮโดรคาร์บอน การกินอาหารพวกไขมันและโปรตีนสูง และอาจมีสัมพันธ์กับกรรมพันธุ์



9. มะเร็งลำไส้เล็ก มักมีอาการปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด หรือถ่ายดำ น้ำหนักลด เป็นไข้ หรือมีภาวะลำไส้อุดตัน (ปวดท้องรุนแรง อาเจียน) บางรายอาจมีอาการดีซ่าน ถ่ายอุจจาระสีซีด ขาว อาจคลำได้ก้อนในช่องท้อง อาจมีสาเหตุสัมพันธ์กับการเป็นลำไส้เล็กอักเสบเรื้อรัง



10.มะเร็งลำไส้ใหญ่ มีอาการท้องผูกสลับกับท้องเดินแบบเรื้อรัง หรือถ่ายเป็นเลือด หรือมูกปนเลือดเรื้อรัง ปวดท้อง ปวดหลัง ซีด น้ำหนักลด มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนี้ เช่น ภาวะโคเลสเตอรอลในเลือดสูงการกินอาหารที่มีกากใยน้อย แต่กินพวกไขมันมากประวัติการเป็นมะเร็งในญาติพี่น้อง เป็นต้น



11.มะเร็งต่อมน้ำเหลือง จะมีต่อมน้ำเหลืองโตเป็นก้อนที่บริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ อาจมีไข้เรื้อรัง มีสาเหตุสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส เอชทีแอลวี-1, เชื้ออีบีวีเอดส์การได้รับยาเคมีบำบัด หรือรังสีบำบัดมาก่อน เป็นต้น



12.มะเร็งเต้านม คลำได้ก้อนที่เต้านม หัวนมบุ๋ม (เดิมเป็นปกติ เพิ่งมาบตอนหลัง) หรือมีน้ำเหลืองหรือเลือดออกทางหัวนม ต่อมาจะมีต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ข้างเดียวกันโต ผู้หญิงที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ เช่น ผู้หญิงที่มีมารดาเป็นมะเร็งเต้านม ก่อนวัยหมดประจำเดือน หรือมีญาติพี่น้องเป็นโรคนี้หลังวัยประจำเดือนผู้หญิงเกิน 50 ปี ที่ยังไม่มีบุตรผู้หญิงที่มีบุตรคนแรกเมื่ออายุเกิน 30 ปีผู้หญิงที่มีประวัติเป็นโรคเต้านมเรื้อรังคนอ้วนผู้ที่สัมผัสถูกรังสี หรือดื่มเหล้า



        13มะเร็งปากมดลูก มีเลือดออกเวลาร่วมเพศ มีเลือดออกกะปริดกะปรอยทางช่องคลอด หรือมีตกขาวเรื้อรัง มีสาเหตุสัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชพีวี (HPV/Human papilloma virus) ของปากมดลูกซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ร่วมกับปัจจัยเสริมอื่นๆ เช่น การกินยาเม็ดคุมกำเนิด การสูบบุหรี่ เป็นต้น โรคนี้พบมากในผู้หญิงที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย มีสามีหลายคน หรือมีสามีสำส่อนทางเพศ และในหญิงบริการ


        14มะเร็งอัณฑะ พบมีก้อนแข็งที่ถุงอัณฑะ และโตขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งอาจมีอาการปวดร่วมด้วย สาเหตุ ยังไม่ทราบ พบว่า ผู้ที่มีอัณฑะไม่เลื่อนลงถุงอัณฑะ ซึ่งเป็นมาแต่กำเนิด อาจค้างอยู่ในช่องท้อง หรือขาหนีบ มีโอกาสเป็นมะเร็งอัณฑะมากขึ้น



        15. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มีอาการปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขัดและบ่อย มีสาเหตุสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ การสัมผัสถูกสารอะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (aromatic hydrocarbon) ที่เป็นสารประกอบของสีที่ใช้ทางอุตสาหกรรมการกินอาหารพวกเนื้อปิ้ง ย่าง และไขมันมาก



        16.มะเร็งต่อมลูกหมาก มักไม่มีอาการแสดง จนกระทั่งแพร่กระจายไปยังอวัยวะข้างเคียง ทำให้มีอาการขัดเบา ปัสสาวะลำบากหรือ ปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะเป็นเลือด ปวดหลังหรือปวดสะโพกน้ำหนักลด มักพบในคนอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป มีสาเหตุสัมพันธ์กับฮอร์โมนแอนโดรเจน และพบว่าผู้ที่มีประวัติญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ หรือเคยทำหมันชาย มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้สูงขึ้น



        17.มะเร็งกระดูก มีอาการข้อบวม กระดูกบวม บางครั้งพบหลังเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เข้าใจว่าเป็นกระดูกหักได้




        18.มะเร็งของลูกตาในเด็ก (Retemoblastoma) นัยน์ตาดำของเด็กมีสีขาววาวคล้ายตาแมว เด็กจะบ่นว่าตาข้างนั้นมัว หรือมองอะไรไม่เห็น เมื่อเป็นมากขึ้น ตาจะเริ่มปูดโปนออกมานอกเบ้าตา



        19.มะเร็งรังไข่หรือไต มีอาการมีก้อนในท้อง ท้องมาน ส่วนมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งตับ มะเร็งในสมอง จะมีอาการแบบเดียวกับเนื้องอกในสมอง มะเร็งต่อมไทรอยด์



ดูข้อมูล


สอบถามได้ที่

คุณ  วราพร แคล้วศึก


โทร. 085-9083178 
                            

                อีเมล์pannfitcancer@gmail.com

สารบ่งชี้โรคมะเร็งทีคุณหลีกเหลี่ยงได้

สารบ่งชี้โรคมะเร็งทีคุณหลีกเหลี่ยงได้



  


นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคมะเร็งส่วนมากมักมาพบแพทย์ เมื่อปรากฏอาการชัดหรือมีการลุกลามของโรคมากแล้ว ทำให้การป้องกันรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร หากถ้าได้มีการตรวจพบโรคมะเร็ง ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกจากการตรวจหาสารที่จะช่วยบ่งชี้หรือมีความเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง (tumor markers) ในเลือด จะช่วยทำให้แพทย์สามารถให้การรักษาได้ทันการณ์ ผู้ป่วยก็จะมีโอกาสหายจากโรคมะเร็งได้มากยิ่งขึ้น
การตรวจหา Tumor markers เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรก หรือช่วยในการติดตามผลของการรักษา ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ป่วยที่จะมีโอกาสหายจากมะเร็งได้มากขึ้น


คือตัวบ่งชี้ทางชีวเคมีที่จะบอกว่ามีมะเร็งหรือไม่ อาจเป็นสารที่ไม่พบในภาวะปกติ หรือเป็นสารปรกติในร่างกายเรา แต่มีปริมาณเพิ่มสูงมากผิดไปจากปกติ สามารถตรวจพบได้ทั้งในเลือด หรือสารคัดหลั่ง (biological fluid)
สารที่ไม่พบในภาวะปกติและเป็นสารที่ผลิตมาจากเซ,มะเร็งโดยตรง เช่น CEA , AFP,PSA, CA 19-9 เป็นต้น
สารที่มีอยู่แล้วในร่างกายซึ่งผลิตโดยเซลปกติ แต่กลับเพิ่มปริมาณมากขึ้นเมื่อ เซลนั้นกลายเป็นเซลมะเร็ง สารดังกล่าวได้แก่ฮอร์โมนต่างๆ เช่น HCG, Calcitonin, ACTH เป็นต้น หรือเอนไซม์เช่น PAP, ALP, LDH, GGT เป็นต้น
การจัดตารางเวลาสำหรับการตรวจ Tumor markers
สำหรับผู้ที่เริ่มตรวจพบแล้วหรือผู้ที่เริ่มต้นจะทำการรักษา ควรตรวจวัด tumor markers ในช่วงระยะเวลาดังต่อไปนี้

ก่อนการผ่าตัด หรือก่อนเริ่มต้นให้การรักษาใดๆ เพื่อเก็บเป็นค่าเริ่มต้นของผู้ป่วยแต่ละราย

ปีที่ 1 และ 2ควรตรวจทุกเดือนในระยะต้น จนกระทั่งค่าลดลงมามากแล้ว จึงเปลี่ยนมาตรวจทุก 3 เดือน
ปีที่ 3 - 5  ควรตรวจปีละ 1 - 2 ครั้ง
ตั้งแต่ปีที่ 6 ขึ้นไปตรวจทุกปี ปีละครั้ง

ตารางเวลาข้างต้นเป็นเพียงข้อแนะนำทั่วๆ ไป เนื่องจากระยะเวลาของการเกิดโรคมะเร็งแต่ละชนิดไม่เท่ากัน แต่การหมั่นตรวจเป็นระยะก็จะช่วยติดตามผลการรักษา และการตรวจพบการกลับมาเป็นใหม่ได้รวดเร็ว ช่วยให้การป้องกัน รักษาได้ผลดียิ่งขึ้น

ซึ่งถ้าตรวจได้ค่าเริ่มต้นมีค่าสูง แล้วเริ่มมีระดับลดลงอย่างรวดเร็วหลังการรักษา จะช่วยในการบ่งชี้ว่าการผ่าตัดได้ผล
ถ้าค่าลดลงเพียงเล็กน้อยตามด้วยค่าที่กลับสูงขึ้นมาใหม่ในภายหลังแสดงว่า การผ่าตัดรักษาไม่ได้ผลการที่มีค่า tumor markers สูงเพิ่มขึ้นใหม่หลังการให้เคมีบำบัดรอบแรกๆ เป็นสัญญาณบอกให้หยุดยา ถ้าเป็นไปได้ให้เปลี่ยนวิธีการรักษา


ควรใช้วิธีการทดสอบที่มีความไวสูง ซึ่งจะช่วยสามารถตรวจปริมาณtumor markers ที่มีปริมาณเพียงเล็กน้อยได้ ชุดทดสอบควรมีความจำเพาะต่อ tumor markers ให้มากที่สุด วิธีที่เหมาะสมในปัจจุบันจึงเป็น Immunoassay โดยอาจเป็นวิธี RIA / EIA /CICA
การรบกวนผลการทดสอบ ในปฏิกริยา immunoassay ตามทฤษฏีแล้วจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดการรบกวนของผลทดสอบได้ ซึ่งมีหลักที่ควรคำนึงถึงคือ


                เมื่อใช้ตรวจหาแอนติเจนที่มีความเข้มข้นสูงมากเกินไป จะเกิดผลต่ำปลอม ซึ่งกรณีนี้ปฏิกริยาการจับกันระหว่าง แอนติเจน-แอนติบอดีย์ถูกกีดขวาง โดยแอนติเจนที่มีปริมาณสูงมากเกินไป ซึ่งวิธีแก้ไขโดยการเจือจางตัวอย่างที่มีแอนติเจนสูง ก่อนทำการทดสอบ
•Heterophile antibodiesในตัวอย่างทดสอบบางรายมีheterophile antibodies อยู่ในน้ำเหลือง โดยเฉพาะ human anti mouse antibodies ซึ่งวิธีการทดสอบส่วนใหญ่จะใช้ monoclonal antibodies จากหนูซึ่งจะทำให้เหมือนเกิดปฏิกริยาขึ้น ถึวแม้ จะไม่มีแอนติเจนในน้ำเหลืองเลย ทำให้ได้ค่าผลบวกปลอมได้





ดูข้อมูลที่ http://pannfitcancer.blogspot.com/

      สอบถามได้ที่

           คุณ  วราพร แคล้วศึก

               โทร. 085-9083178                             

                อีเมล์ pannfitcancer@gmail.com

วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

โรคมะเร็ง - ความกลัวที่มีอยู่ และความเชื่อที่กำลังจะเปลี่ยนไป

โรคมะเร็ง - ความกลัวที่มีอยู่ และความเชื่อที่กำลังจะเปลี่ยนไป



เมื่อกล่าวถึง โรคมะเร็ง ใครๆ ก็พากันกลัวไม่อยากเป็นด้วยกันทั้งนั้นไม่เว้นแม้แต่
แพทย์ หรือผู้อยู่ในวงการแพทย์ เพราะเราต่างรู้สึกว่า โรคนี้รักษาก็ไม่หาย ทรมานก็ทรมาน ใครเป็นมะเร็งแล้ว ดูจะไม่มีความหวังเอาเสียเลย หากโชคดีไม่ถึงตาย ก็ต้องมีสภาพที่ไม่น่าดูไปตลอดชีวิต

ถ้าวันนี้มีใครสักคน ออกมายืนยันกับพวกเราว่า โรคมะเร็งนั้น สามารถป้องกัน และ

รักษาให้หายขาดได้ เราควรจะเชื่อเขาไหม
?

อยากจะตอบคำถามแทนพวกเราว่า ขอให้เชื่อเขาเถิด เพราะแม้ดูจะเกินจริงไปบ้าง แต่วิทยาการที่ก้าวหน้าในปัจจุบัน ช่วยให้เราเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว การรักษาโรคมะเร็งกำลังดีวันดีคืน มีหนทางใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมาเสริมวิธีการเดิมๆจนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

หากแต่เมื่อมองถึงภาระความลำบากของผู้ป่วย ญาติ พี่ น้อง แพทย์ พยาบาล รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่สูงเอาการ ของการรักษาโรคมะเร็งแล้ว การป้องกัน ดูจะเป็นหนทางที่ง่ายประหยัด และคุ้มค่ากว่าการรักษาอยู่หลายขุม เพียงแต่ว่าเรารู้จักโรคมะเร็ง สาเหตุของมัน และรู้จักตัวเราเองดีพอหรือยัง ถ้ามั่นใจว่าวันนี้ เราจะยืนหยัดขึ้นต่อสู้กับมะเร็ง โดยไม่เกรงกลัวแล้ว แค่การดูแลตัวเอง เอาใจใส่ตัวเองมากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะป้องกันตัวเอง ไม่ให้เป็นโรคมะเร็งได้ตั้งหลายๆ ชนิด


อวัยวะของเรา ประกอบด้วยเซลล์ ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุด ของชีวิตจำนวนมากมาย เซลล์เหล่านี้ เมื่อถึงอายุขัย ก็จะถูกทำลายลง ในขณะที่มีการสร้างเซลล์ใหม่ ขึ้นมาทดแทนด้วยขบวนการแบ่งตัว การแบ่งตัวของเซลล์ถูกควบคุม ให้เป็นระเบียบ ด้วยหน่วยทางพันธุกรรมในเซลล์เอง และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่มีหน้าที่จัดการกับสิ่งแปลกปลอม หรือพวกเซลล์ไม่พึงประสงค์ทั้งหลาย แต่หากขบวนการธรรมชาติเหล่านี้ถูกรบกวน ระบบควบคุมป้องกันเอียงเสียศูนย์ไปเมื่อไร ก็เมื่อนั้นแหละครับที่อาจจะโดนโรคมะเร็งถามหาได้ !


อีกกรณี คือ ร่างกายได้รับสารก่อมะเร็ง (carcinogen) จากสิ่งแวดล้อม สารก่อมะเร็ง จะเป็นตัวการรบกวน ขบวนการแบ่งเซลล์ตามธรรมชาติ ให้สับสนได้ เซลล์ใหม่ที่ทำตัวเป็นเด็กเกเร ไม่เชื่อฟังคำสั่งของร่างกาย มันจะเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งได้รับการกระตุ้น จากสารก่อมะเร็งอยู่เสมอ เซลล์เหล่านี้ยิ่งหน้าตาดูดุร้ายขึ้น จนกลายเป็นเซลล์มะเร็งไปในที่สุด สารก่อมะเร็งที่พิสูจน์กันแล้วว่า เป็นของจริงแน่ๆ ก็ เช่น ควันบุหรี่แสงUV, เชื้อไวรัส บางชนิด เป็นต้น




      
  1.เพิ่มปริมาณเซลล์พวกมันเองอย่างรวดเร็ว รวมตัวกันเป็นก้อนเนื้องอก ที่ขยายโตขึ้นเรื่อยๆ

  2.เบียดเบียนแย่งเนื้อที่ และสารอาหารกับเนื้อเยื่อปกติของอวัยวะ จนการทำงานของอวัยวะนั้นๆ ผิดปกติร่างกายอ่อนแอลง





3.สามารถแผ่ขยายอาณาจักของตนเองออกไปได้ ทั้งบริเวณอวัยวะข้างเคียง และอวัยวะอื่นที่อยู่ไกลออกไป เกาะกินเนื้อเยื่อข้างเคียง ไปจนถึงอวัยวะอื่นที่อยู่ใกล้ๆ กัน ตัวอย่างในสตรี เช่น มะเร็งของปากมดลูก สามารถลุกลามไปที่ช่องคลอดตัวมดลูก บางทีกินไปถึงกระดูกเชิงกราน ในระยะหลังๆ ของโรค อาจกินไปทะลุกระเพาะปัสสาวะ หรือลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง กระจายไปที่อวัยวะไกลๆ โดยผ่านไปกับหลอดเลือด หรือ หลอดน้ำเหลือง เช่นมะเร็งของปากมดลูก ไปพบโผล่ที่ปอดสมองตับ กระดูกอื่นๆ




เห็นไหมว่า โรคมะเร็งนั้นมันมีที่มาที่ไปถ้าเราโชคไม่ดีเป็นโรคนี้แล้ว ก็จงรีบรักษาตามคำแนะนำของแพทย์รับรองว่ามีหวังรักษาให้หายได้ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มเป็นระยะแรกๆ รักษาไม่ยากหรอกคะ ส่วนที่ยังดวงแข็งอยู่ ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ รีบศึกษาหาความรู้กันว่า เดี๋ยวนี้วงการแพทย์เขาพิสูจน์แล้วว่า อะไรบ้างเป็นสารก่อมะเร็ง เราจะได้พยายามหลีกเลี่ยง หรือใครมีญาติ พี่น้องเป็นมะเร็งกันหลายๆ คนก็น่าไปตรวจดูเสียหน่อยว่า มันถ่ายทอดพันธุกรรม มาหลบอยู่ในตัวเราบ้างไหม